banner_norden728x90
ติดต่อฝ่ายขายผู้ผลิต ออกแบบ พร้อมบริการติดตั้งจอโฆษณา LED ขนาดใหญ่

“เทคนิคตัดต่อ” หัวใจของการเล่าเรื่องผ่านวีดีโอ

7 (3)

ในกระบวนการทำ Production Video นั้น กระบวนการตัดต่อจะเป็นกระบวนการในขั้นตอนสุดท้าย หรือ Post-production เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการปรับแต่งงานให้ออกมาสมบูรณ์ น่าสนใจ ก่อนที่จะนำออกมาสู่สายตาผู้บริโภคนั่นเอง

ในกระบวนการตัดต่อนั้น ผู้ตัดต่อจะต้องมีความรู้ความเข้าใจใน 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนของเครื่องมือที่ใช้ตัดต่อ ซึ่งหมายถึงวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจนไปถึงพวกฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ และส่วนของความเข้าใจในการตัดต่อ

การตัดต่อ ก็คือการเชื่อมระหว่างช็อตสองช็อต โดยแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การตัดต่อแบบชนภาพ (The cut) ก็คือการตัดภาพชนกัน จากช็อตหนึ่งเข้ากับอีกช็อตหนึ่ง ซึ่งคนดูจะไม่ทันได้สังเกตเห็นว่ามีการตัดต่อ

การตัดต่อแบบผสมภาพ (The mix หรือ The dissolve) เป็นการเปลี่ยนภาพจากช็อตหนึ่งไปยังอีกช็อตหนึ่ง โดยค่อย ๆ เปลี่ยนภาพให้เหลื่อมกัน ซึ่งคนดูจะสามารถมองเห็นได้

และการตัดต่อแบบเลือนภาพ (The fade) แบ่งออกได้เป็นสองแบบคือ fade in จะเป็นการเชื่อมภาพโดยการเลือนภาพเข้า จะเริ่มจากภาพสีดำและค่อย ๆ ปรากฏภาพซ้อนขึ้นมา นิยมใช้เพื่อการเปิดเรื่อง และ fade out คือการทำให้ภาพในท้ายช็อต ค่อย ๆ เลือนไปจนเป็นสีดำมืดสนิท มักใช้ในการปิดเรื่องตอนจบ โดยทั่วไปแล้ว การตัดต่อจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่

  • การตัดต่อการกระทำ หรือ Action edit เรียกอีกอย่างว่าการตัดต่อความเคลื่อนไหว หรือความต่อเนื่อง
  • การตัดต่อตำแหน่งจอ /ตำแหน่งภาพ หรือ Screen position edit เรียกอีกอย่างว่าการตัดต่อทิศทาง หรือการตัดต่อสถานที่
  • การตัดต่อรูปแบบ หรือ Form edit เป็นการตัดต่อที่สามารถอธิบายถึงการเชื่อมต่อจากช็อตหนึ่งไปยังอีกช็อตหนึ่งได้ดีที่สุด ซึ่งมีการแสดงทั้งรูปทรง สีสัน มิติ หรือเสียง ที่มีความสัมพันธ์กัน อาจตัดต่อแบบชนก็ได้ แต่โดยมากแล้วจะตัดต่อแบบผสม
  • การตัดต่อที่มีเรื่องราว หรือ Concept edit บางครั้งอาจเรียกว่าการตัดต่อความคิด หรือการตัดต่อที่เคลื่อนไหว จะต้องมีการวางแผนการตัดต่อที่ดี เพื่อความไหลลื่นของภาพและอารมณ์ของผู้ชม
  • การตัดต่อแบบผนวก หรือ Combined edit  การตัดต่อในแบบนี้จะมีความยากมากที่สุด เพราะเป็นการตัดต่อทุกรูปแบบเอาไว้ด้วยกัน แต่ก็มีความทรงพลังมากที่สุดเช่นกัน

เมื่อได้ทราบเกี่ยวกับการตัดต่อกันไปแล้ว เราจะมากล่าวถึงความรู้เบื้องต้น 6 ประการที่ใช้ในการตัดต่อกันค่ะ ว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

geralt / Pixabay

1. Motivation หรือ แรงจูงใจในการตัดต่อ

เพราะไม่ว่าเราจะทำการตัดต่อแบบใด ก็ควรจะมีเหตุผลหรือแรงจูงใจเสมอ แรงจูงใจนี้อาจจะเป็นภาพ เสียง หรือทั้งสองอย่างก็ได้

2. Information หรือ ข้อมูล

ในที่นี้ก็คือข้อมูลของภาพในช็อตใหม่ที่จะนำมาตัดต่อ และควรเป็นภาพที่มีข้อมูลแตกต่างจากช็อตก่อนหน้า ยิ่งเรามีข้อมูลภาพที่คนดูสามารถเห็นและเข้าใจมากขึ้นไหร่ ผู้ชมก็จะได้รับข้อมูลและมีอารมณ์ร่วมมากขึ้นเท่านั้น

3. Shot Composition หรือ องค์ประกอบในภาพ

แม้ว่าผู้ตัดต่อจะไม่สามารถกำหนดองค์ประกอบของภาพในช็อตเองได้ แต่ผู้ตัดต่อก็ต้องมีหน้าที่ทำให้องค์ประกอบของภาพที่อยู่ในช็อตมีความสมผล ดังนั้นหากในขั้นตอนการถ่ายทำมีการจัดองค์ประกอบที่ไม่ดี ก็จะทำให้ผู้ตัดต่อทำงานได้ยากมากขึ้น

4. Sound หรือ เสียง

เป็นส่วนที่สำคัญมากในการตัดต่ออีกอย่างหนึ่ง เสียงนั้นมีความรวดเร็วและล้ำลึกกว่าภาพมาก สามารถนำมาใส่ก่อนภาพหรือใส่ทีหลังภาพเพื่อสร้างอารมณ์ต่าง ๆ หรือเป็นการเตือนเพื่อให้ผู้ชมทราบว่าต่อไปจะมีการเปลี่ยนฉาก สถานที่ เป็นต้น

หากเกิดความคลาดเคลื่อนของเสียง ที่ไม่ตรงกับเหตุการณ์ในภาพ ก็จะทำให้ลดคุณค่าของการตัดต่อลงไป

5. Camera angle หรือ มุมกล้อง

ซึ่งเมื่อผู้กำกับได้ทำการถ่ายทำฉาก จะเริ่มจากตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่ามุมกล้อง โดยจะใช้กล้องที่อยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ  ทำการถ่ายช็อตหลาย ๆ ช็อต โดยที่ตำแหน่งของกล้องจะต้องสัมพันธ์กับวัตถุหรือบุคคลนั้น ๆ

6. Continuity หรือ ความต่อเนื่อง

เมื่อต้องถ่ายทำในมุมกล้องใหม่ในฉากเดียวกัน นักแสดงหรือผู้นำเสนอที่อยู่ในช็อตนั้น ๆ จะต้องแสดงหรือทำท่าทางเคลื่อนไหวให้เหมือนกับช็อตที่แล้วทุกประการ

นอกจากนี้ยังมีความต่อเนื่องของเนื้อหา หรือที่เรียกว่า Continuity of content เช่นในช็อตที่แล้ว นักแสดงมีการถือช่อดอกไม้ไว้ที่มือข้างขวา ดังนั้นในช็อตถัดมา ผู้ตัดต่อจะต้องแน่ใจว่าผู้แสดงก็ยังคงถือช่อดอกไม้ไว้ที่มือข้างขวาด้วย

ต่อมาก็คือความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว (Continuity of movement) ในส่วนนี้จะเป็นความต่อเนื่องในเรื่องของทิศทางการเคลื่อนไหวของนักแสดงหรือสิ่งของ

ความต่อเนื่องของตำแหน่ง (Continuity of position) ผู้ตัดต่อต้องแน่ใจว่าตำแหน่งของนักแสดงจากช็อตที่แล้ว และช็อตถัดมานั้นอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ตรงกัน ยกเว้นถ้าหากมีการเคลื่อนไหวไปมาให้เห็นในฉาก

ในส่วนสุดท้าย คือความต่อเนื่องของเสียง (Continuity of sound) คือความต่อเนื่องของเสียง ผู้ตัดต่อต้องดูว่าเสียงจากช็อตก่อนหน้าและเสียงที่เกิดในช็อตต่อมามีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันหรือไม่

โดยสรุปแล้ว หลักของการตัดต่อโดยทั่ว ๆ ไปก็คือ เสียงและภาพนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กันและส่งเสริมซึ่งกันและกัน ควรมีเหตุผลในการนำภาพแต่ละภาพมาตัดต่อ และเมื่อนำภาพใหม่เข้ามาตัดต่อ ก็ควรจะให้ข้อมูลใหม่ด้วย

ควรเลือกแบบการตัดต่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาของเรื่อง ยิ่งถ้าการตัดต่อดีมากเท่าไหร่ ความไหลลื่นของเนื้อหาหรือเนื้อเรื่องนั้น ๆ ก็จะออกมาดี

เราจะเห็นว่าการตัดต่อนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยค่ะ เพราะต้องอาศัยการสังเกต การจำ และเทคนิคต่าง ๆ อีกมากมายเข้ามาประกอบกัน กว่าจะได้เรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาสู่สายตาผู้ชมสักเรื่องหนึ่ง

Author Profile

Norden LED
Norden LED
บริษัทผู้ผลิต ออกแบบ ติดตั้ง ป้ายโฆษณา LED ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ชั้นนำของไทย ผู้ต้องการส่งมอบเนื้อหาสำหรับเจ้าของกิจการ นักโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อเข้าใจปัจจัยสำคัญที่ทำให้โฆษณาเข้าถูกเผยแพร่สู่สายตากลุ่มลูกค้ามากขึ้น ติดต่อเรา โทรศัพท์ : 02 694 2447
โทรสาร : 02 694 1022
อีเมล์ : cs@norden.co.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *